คลินิกหมอภัทรแพทย์แผนไทยรักษาสะเก็ดเงิน

ระวัง! ผื่นที่เห็น อาจไม่ใช่แค่ผื่น หรือคุณกำลังมองข้ามสะเก็ดเงิน?

ผื่นสะเก็ดเงิน

หลายคนเมื่อเห็น “ผื่นแดง” หรือ “ผิวลอกเป็นขุย” ก้มักจะรีบหายามาทาใช้เอง เพราะคิดว่าแค่ผื่นแพ้หรือเชื้อรา แต่รู้หรือไม่ว่า…อาการแบบนี้ “อาจเป็นโรคสะเก็ดเงิน” ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาเฉพาะทางเท่านั้น 

โรคผิวหนังสะเก็ดเงิน (Psoriasis) เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคหรือการแพ้อย่างเดียว แต่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ทำให้เซลล์ผิวหนังแบ่งตัวเร็วกว่าปกติหลายเท่า จนเกิดเป็น ผื่นแดงนูน มีสะเก็ดหนาสีขาวเงิน และมักมีอาการคัน แห้ง หรือแตกเป็นแผล ร่วมด้วย

สะเก็ดเงินต่างจาก “ผื่นทั่วไป” อย่างไร?

ลักษณะอาการผื่นแพ้ทั่วไปโรคผิวหนังสะเก็ดเงิน
สาเหตุหลักการแพ้สารเคมี เครื่องสำอาง อากาศหรือฝุ่นระบบภูิมคุ้มกันทำงานผิดปกติ
ลักษณะผื่นแดง คัน แห้ง ผิวลอกเล็กน้อยผื่นแดงนูน มีขุยหนาเป็นสะเก็ดสีขาวเงิน
ตำแหน่งที่พบอาจเกิดได้ทั่วร่างกาย หรือบริเวณที่สัมผัสสารก่อภูมิแพ้พบบ่อยบริเวณ ศีรษะ ข้อศอก หัวเข่า ลำตัว และเล็บ
ความเรื้อรังอาการมักจะดีขึ้นเมื่อหลีกเลี่ยงหรือหยุดใช้สารก่อภูมิแพ้เป็นโรคเรื้อรัง อาจมีช่วงที่อาการกำเริบและสงบลง
อาการคันมักมีอาการคันมากอาจมีอาการคัน แต่ไม่รุนแรงเท่าผื่นแพ้ทั่วไป
การรักษาการใช้ยาทาหรือยาแก้แพ้เพื่อบรรเทาอาการคันและอักเสบการรักษาแบบผสมผสาน (Integrative Care) เช่น ยาทา ยารับประทาน การฉายแสง และการควบคุมวิถีชีวิต

ดังนั้นหากคุณมีอาการผื่นที่ลอกเป็นขุยหนาและกลับมาเป็นซ้ำที่เดิม ควรรีบปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพราะการวินิจฉัยที่รวดเร็วจะช่วยให้ควบคุมโรคสะเก็ดเงินได้ง่ายและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน

สาเหตุของโรคผิวหนังสะเก็ดเงิน

สะเก็ดเงินไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ แต่เป็นผลมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น

  1. กรรมพันธุ์ – หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นสะเก็ดเงิน โอกาสเกิดโรคจะสูงขึ้น
  2. ความเครียด – เป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ภูมิคุ้มกันผิดปกติ
  3. ภูมิคุ้มกันทำงานผิดสมดุล – ร่างกายสร้างเซลล์ผิวมากเกินไปจนเกิดผื่นหนา
  4. สภาพอากาศ – อากาศเย็นหรือแห้งจัดมักทำให้ผื่นกำเริบ
  5. การดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
  6. การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาความดันบางกลุ่ม หรือยาลิเทียม

อาการของโรคสะเก็ดเงินที่ควรรู้

อาการของโรคสะเก็ดเงินอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล แต่โดยทั่วไปมักพบว่า

  • ผื่นแดงนูนขึ้นจากผิว มีสะเก็ดขาวเงินปกคลุม
  • คัน แสบ หรือแตกเป็นแผล
  • หนังศีรษะเป็นขุยคล้ายรังแค แต่ลอกหนาและเป็นแผ่น
  • เล็บหนา มีรอยบุ๋มหรือเปลี่ยนสี
  • บางรายมีอาการ ปวดข้อหรือข้อติดแข็ง ร่วมด้วย (Psoriatic Arthritis)

สัญญาณเตือนสำคัญ: หากผื่นมีลักษณะหนา ลอกเป็นขุย และอยู่บริเวณข้อศอก เข่า หรือหนังศีรษะ นั่นอาจเป็น “โรคสะเก็ดเงิน” ไม่ใช่แค่ผื่นแพ้ทั่วไป

ทำไมการรักษาสะเก็ดเงินแบบผิดๆ ถึงอันตราย?

หลายคนเมื่อมีผื่นขึ้น มักหาซื้อยามาทาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ ซึ่งเป็นสิ่งอันตรายมากสำหรับผู้ป่วยสะเก็ดเงิน เช่น

  • ใช้ ยาทาสเตียรอยด์แรงเกินไป → ผิวบาง เส้นเลือดฝอยแตก ดื้อยา
  • ใช้ ยาต้านเชื้อรา ทั้งที่ไม่ใช่เชื้อรา → ผิวระคายเคืองมากขึ้น
  • ใช้ ครีมลดผื่นแพ้ทั่วไป → อาการไม่ดีขึ้นและผื่นลาม

การรักษาที่ถูกต้องต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางเพื่อปรับระดับยาที่เหมาะสมกับความรุนแรงของอาการ และป้องกันผลข้างเคียงในระยะยาว

แนวทางการรักษาโรคสะเก็ดเงิน

การรักษาโรคผิวหนังสะเก็ดเงินที่มีหลายวิธีขึ้นอยู่กับความรุนแรง เช่น 

  1. ยาทารักษาสะเก็ดเงินเฉพาะที่ (Topical Treatment) เช่น ครีมสเตียรอยด์อ่อน, ครีมวิตามินดี, ยาทากรดซาลิไซลิก เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นสะเก็ดเงินระดับเล็กน้อย
  2. การฉายแสง (Phototherapy) ใช้รังสี UV ควบคุมการอักเสบของผิว ลดการแบ่งตัวของเซลล์ผิว เหมาะกับผู้ป่วยที่มีผื่นเป็นบริเวณกว้าง
  3. ยารับประทาน / ยาฉีดชีวภาพ (Biologic Therapy) ใช้ในรายที่อาการรุนแรง หรือมีข้ออักเสบร่วม ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ดูแลตัวเองรักษาสะเก็ดเงิน

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ “สะเก็ดเงิน” ไม่กำเริบ

  • หลีกเลี่ยงความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ
  • หมั่นทาครีมบำรุงผิวเพื่อลดความแห้ง
  • หลีกเลี่ยงการเกา หรือแกะสะเก็ด
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงอากาศแห้งหรือเย็นจัด
  • รับประทานอาหารที่ช่วยลดการอักเสบ เช่น ปลาทะเล, ผักใบเขียว, ธัญพืช

อย่ามองข้ามสะเก็ดเงิน เพราะมันอาจซ่อนอยู่หลังผื่นธรรมดา

ผื่นที่ดูเหมือนธรรมดา อาจไม่ธรรมดาเสมอไป โรคผิวหนังสะเก็ดเงินสามารถควบคุมได้ หากได้รับการรักษาที่ถูกวิธีตั้งแต่ต้นอย่าปล่อยให้ความเข้าใจผิดทำให้โรคลุกลาม เพราะ “การรู้เท่าทัน” คือก้าวแรกของการดูแลสุขภาพผิวอย่างยั่งยืน